เมื่อได้ ปฏิเสธพระพุทธเจ้าโดยพระพุทธรูป. โดยวัตถุหรือร่างกายของพระองค์เองเสียแล้ว ก็ยังเหลืออยู่แต่ทางจิตใจ หรือทางนามธรรมโดยวงกว้าง ซึ่งเป็นการควานหาได้โดยยากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นความผิดพลาดก็มีช่องทางมากขึ้นตามส่วน และยิ่งเป็นช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดมีการคว้าองค์พระพุทธเจ้าเอามาในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างวิตถารพิสดาร
เหลือที่จะคาดหมาย จึงเกิดเป็นการ ยึดถือเอาตามความรู้ ตามการศึกษาและศรัทธาของตนเอง
เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นดวงลอยโชติช่วงก็มี เป็นสายก็มี เป็นสีอย่างนั้น เป็นสีอย่างนี้ สามารถจะอันเชิญให้ลอยมาที่นั่นที่นี่ได้ อ้อนวอนให้ทำกิจบางอย่าง หรือพาไปที่นั่นที่นี่ก็ได้ ถึงกับจัดตั้งอาหารคาวหวานไว้ส่วนหนึ่งสำหรับพระพุทธเจ้า ที่เขาเชิญมามีมากมายหลายแบบ จนเหลือที่จะกล่าวให้หมดสิ้นได้ รวมความว่าเขายึดเอาสิ่งนั้นเป็นพระพุทธเจ้าของเขา. ที่สูงไปกว่านั้นก็ยึดถือว่า พระพุทธเจ้าคือตัวอัตตาที่บริสุทธิ์ไม่เกิดไม่ตาย มีอยู่ในที่ทุกแห่ง พรัอมที่จะปรากฏทุกเมื่อ ซึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าวิถีแห่งพุทธธรรมของเขามาสิ้นสุดลงเพียงนี้
ความยึดถือเกี่ยวกับตัวตนนั่นแหละเป็นภูเขาขวางอยู่
ยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก เราจะสังเกตเห็นได้ว่า แม้ที่สุดแต่ความรักในองค์พระพุทธเจ้า ของบุคคลบางคนที่เป็นอริยบุคคลขั้นต่ำยังไม่ถึงพระอรหันต์ (เช่นพระอานนท์ ในสมัยที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่) ทั้ง ๆ ที่รู้จักลู่ทางแห่งพุทธธรรมอย่างถูกต้อง วิถีแห่งพุทธธรรมของท่านก็ยังไม่วายถูกสกัดไว้ด้วยภูเขา กล่าวคือองค์พระพุทธเจ้าที่ท่านยึดถือไว้ด้วยความรักของท่านเอง ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงพระพุทธเจ้า ชนิดที่เป็นดวงเป็นแสงอันเป็นที่ตั้งแห่งความรักจนหลงใหลเหล่านั้นเลย และในขั้นสุดท้ายอาจกล่าวได้ว่า ถ้ายังยึดถือว่ามีตัวตนที่เป็นนั่นเป็นนี่เช่นเป็นพระพุทธเจ้าเป็นต้นอยู่เพียงไร ก็ยังหมายความว่าวิถีแห่งพุทธธรรมของเขาไปได้เพียงแค่นั้นเท่านั้น โดยเผชิญกันอยู่กับภูเขาแห่งความยึดถือลูกนั้น. เมื่อใดพระพุทธเจ้าของเขามาเกิดเป็นของว่างจากความมีตัวตน เช่นเดียวกับสิ่งทั้งปวงแล้ว ภูเขามหึมานั้นก็พังทลายไปเองโดยรอบตัว.
โดยข้อความที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราพอจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ปุถุชนสามัญที่สุดขึ้นไปเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงพระอริยบุคคลชั้นที่รองลงมาจากพระอรหันต์นั้น วิถีแห่งพุทธธรรมของแต่ละคนยังมีภูเขาขวางอยู่ ไม่มีภูเขาอะไรอื่นนอกไปจากความยึดถือเกี่ยวกับตัวตนและไม่มีความยึดถือเกี่ยวกับตัวตนอะไรอื่น ยิ่งไปกว่าความยึดถือในสิ่งที่ตนถือเอาเป็นที่พึ่งของตน ซึ่งสำหรับพุทธบริษัทก็ไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า "พระพุทธเจ้าในทัศนะของเขา" เขายังมีพระพุทธเจ้าตามทัศนะของเขาอยู่เพียงใดก็แปลว่าเขายังมีความยึดถืออยู่เพียงนั้น.
พระธรรมที่เขารู้จักก็เป็นภูเขา
ทีนี้ถ้าเราจะมองดูกันอีกแนวหนึ่งหรืออีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกออกไปจากพระพุทธเจ้า เราก็อาจจะกล่าวได้อย่างไม่ผิดอีกเหมือนกันว่า แม้ "พระธรรม" ของเขานั่นเอง กลับเป็นภูเขาขวางวิถีแห่งพุทธธรรมของเขา เพราะอาศัยความยึดถือทำนองเดียวกัน
เราต้องไม่ลืมหลักอันเกี่ยวกับความจริง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สิ่งที่เรียกว่า ความจริงของเขา ก็คือสิ่งเท่าที่เขารู้ นั้นเสีย.
แล้วเราจะพบว่า สิ่งที่เราเรียกว่า ธรรมะ หรือพระธรรมนั้น ถูกคนเรารู้จักและยึดถือไว้ในลักษณะรูปร่างที่ผิดแปลกแตกต่างกันหลายประการด้วยความยึดมั่นที่เหนียวแน่นที่สุด เมื่อ ยึดถือต่างกันก็มีการโต้เถียงกัน ว่านั่นต่างหากเป็นพระธรรม นี่ต่างหากเป็นพระธรรม แล้วแต่ผู้ยึดถือจะมองเห็นของตัวอย่างไร
บางพวกได้ยึดถือเอาเครื่องมือ หรือหนทางที่จะปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงพุทธรรมมาเป็นตัวพุทธรรมเสียเองก็มี ให้พระธรรมเป็นดวง เป็นแสง เลื่อนลอยไปในอากาศ เชิญไปไหนมาไหนได้อย่างพวกที่เชิญพระพุทธเจ้าข้างต้นก็มี
ที่เป็นอย่างต่ำที่สุด ถือเอาเล่มหนังสือหรือมัดพระคัมภีร์ เป็นตัวพระธรรมเสียเลยก็มี เป็นการยึดฝ่ายวัตถุเกินไป ทำนองเดียวกับเด็ก ๆที่ยึดเอาพระพุทรูปเป็นพระพุทธเจ้า.
การที่ถือเอาพระคัมภีร์เป็นสิ่งศักสิทธิ์ ใช้เป็นประธานในพิธีสบถสาบาน หรืออ้อนวอนเสี่ยงทายต่าง ๆ ก็โดยประสงค์จะให้พระธรรมนั้นเป็นของมีจิตวิญญาณตัวตนขึ้นมาให้ได้ ดังนี้เป็นต้น นับว่าเป็นการตะครุบเอาผิด เหมือนกับพวกที่ตะครุบเอาพระพุทธเจ้าผิดมาแล้วเหมือนกัน
ต้องการให้พระนิพพาน หรือพุทธธรรมนั้น เป็นบ้านเมือง เป็นบ้านอันแสนสุข สำหรับตนจะจุติไปเกิดที่นั่น แล้วก็ตั้งการบำเพ็ญสมาธิเพื่อความเป็นอย่างนั้น ทั้งนี้ ก็ด้วยอำนาจความยึดถือในด้านวัตถุอันแรงกล้านั่นเอง.
ถ้าจะพิจารณาดูในส่วนธรรมะ ที่เป็นตัววิถีทางการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพุทธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะพบว่า กำลังถูกยึดถือขึ้นเป็นภูเขาขวางวิถีทางของตนเองอยู่อย่างเดียวกัน
บางพวกยึดถือศีลของตน จนดูหมิ่นผู้อื่น
คนบางเหล่ายึดถือในศีลของตน จนดูหมิ่นผู้อื่น ก่อการแตกร้าวทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องศีล เพราะความยึดมั่นถือมั่นในศีลด้วยความสำคัญผิด ถือเสียอย่างเครื่องจักร ยึดมั่นทุกตัวอักษรอย่างงมงาย รักษาศีลจนตาย ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีศีลบริสุทธิ์ แล้วตายไปด้วยความเศร้าใจอันนั้น ถ้ามีคนพวกหนึ่งมากล่าวขึ้นว่าผู้ที่มีใจตรงแน่วแล้ว การรักษาศีลหรือสมาทานศีล เป็นของไม่จำเป็นเลย เพราะมีศีลอยู่โดยปรกติเสียแล้วดังนี้ คนพวกที่ยึดมั่นในศีลก็จะค้านเสียงแข็งหาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิถึงกับทะเลาะกันก็ได้
ธรรมที่เป็นฝ่ายปฏิบัติในชั้นต้น กล่าวคือศีลนี้อาจเกิดเป็นภูเขาขึ้นขวางวิถีทางแห่งพุทธธรรมเมื่อใดก็ได้ ในเมื่อมีผู้ยึดถือว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ ซึ่งมันเป็นความจริงของบุคคลคนนั้น อย่างที่เขาจะเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย แล้วก็ทำศีลให้เป็นภูเขาขวางทางของเขาเอง มันยังผลให้เกิดขึ้น คือความเนิ่นช้า กว่าจะป่ายปีนภูเขาลูกนี้ข้ามพ้นไปก็นมนาน หรือถึงกับตายเสียก่อนก็มีอยู่เป็นอันมาก
สมาธิที่ยึดถือก็เป็นภูเขาได้
แม้ธรรมปฏิบัติซึ่งเป็น ขั้นสมาธิ นั้นเล่า ก็ถูกยกขึ้นถือไว้อย่างเป็นภูเขาสกัดทางตัวเอง ทำนอนเดียวกัน เนื่องจากการปฏิบัติขั้นนี้สูงถึงขั้นพ้นระดับของสามัญชน หรือที่เรียกว่าขั้นอุตริมนุษยธรรม จึงเป็นที่ตั้งของความยึดถือโอ้อวดของผู้ปฏิบัติยิ่งไปกว่าขั้นศีล ความพอใจหลงใหลในสมาธิของตน ตามที่ตนปฏิบัติได้เพียงใร ย่อมมีมากพอที่จะให้เผลอสติภูมิใจ หรือถึงกับหลงใหลยึดถือ ทั้งพวกที่ปฏิบัติผิดทางหรือปฏิบัติถูกทาง ก็มีโอกาสที่จะยึดถือเท่ากัน
บางคนเจริญสมาธิได้ถึงขนาดที่ได้รับรสอันเยือกเย็นของความสงบอันเกิดจากสมาธิ ก็เป็นเอามากถึงกับยึดถือเอาว่านั่นเป็นพุทธธรรมขั้นสุดที่ตนได้ลุถึงเอาเสียทีเดียว ทำนองเดียวกับที่ลัทธิบางลัทธิในสมัยพุทธกาลและก่อนพุทธกาล ได้บัญญัติสมาธิขั้นจตุตถฌานว่าเป็นนิพพานมาแล้วนั่นเอง แม้อันนี้ก็คือภูเขาซึ่งขวางชนิดหนึ่งเหมือนกัน อันเป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องพังทลายไปให้ได้.
บางพวกยึดสิ่งไม่ใช่สมาธิ มาเป็นสมาธิ เช่น
สภาพวิญญาณศักดิ์สิทธิ์, พิธี, เป็นต้น
แต่ว่าความที่เป็นอยู่จริง ๆในหมู่นักสมาธิบางหมู่นั้น ยังอยู่ในขั้นที่หลงยึดเอาสิ่งซึ่งมิใช่สมาธิ มาเป็นสมาธิ ตามกฏแห่งธรรมชาติที่ว่า "ความจริงของเขาคือเท่าที่เขารู้และพอใจยึดถือ" ดังนั้นจึงเกิดมีสมาธิอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งหนักไปในทางสี ทางดวง ทางภาพที่มาปรากฏอย่างแปลกประหลาด และมีการเชื้อเชิญอ้อนวอน ทำนองเชิญ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ และใช้เป็นเครื่องมือในทางดูเหตุการณ์ ทำนายโชคชตาต่าง ๆ ตามแต่ประสงค์จะใช้ ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางวัตถุ แทนที่จะเป็นวิธีฝึกจิตเพื่อเข้าถึงพุทธธรรมหรือนิพพาน ตามความประสงค์เดิมของธรรรมปฏิบัติระบอบนี้ของพุทธศาสนา.
ยิ่งกว่านั้นยังมีบางพวก ไพล่ไปยึดถือรูปของพิธีรีตองต่าง ๆ ที่เป็นบุพภาคของการทำสมาธิ ตามแบบของคณะนั้นคณะนี้ ว่าเป็นสมาธิเสียเองก็มี หรือยึดถือกิริยาอาการตามแบบแผนนั้น ๆ ว่าเป็นตัวสมาธิ อย่างงมงายทุกตัวอักษรไปเสียก็มี โดยไม่ยอมทำความเข้าใจว่าความหมายอันแท้จริงของสมาธินั้น คืออะไรดังนี้เป็นตัน
แม้มีใครมากล่าวว่า เมื่อตั้งจิตได้ตรงแน่วแล้ว สมาธิก็เป็นเองโดยไม่มีพิธี ดังนี้ก็ค้านเป็นเสียงเดียวกันทีเดียว เขาไม่ยอมเชื่อโดยเหตุที่มีความยึดมั่นถือรั้นในสมาธิของตัว ว่าเป็นความจริงอันเด็ดขาด
ความยึดถือทั้งหมดนี้ เนื่องมาจากกฏธรรมชาติข้างต้นที่กล่าวแล้วว่า ความจริงของใครก็เป็นความจริงของคนนั้น ยากที่จะยอมเชื่อกันด้วยใจจริง เมื่อยังหลงผิดอยู่ด้วยความยึดถือภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมก็ยังตั้งสูงตระหง่านขวางหน้าอยู่เพียงนั้น.
ธรรมปฏิบัติขั้นปัญญาก็ยังเป็นภูเขากั้นอยู่
สำหรับธรรมปฏิบัติ ที่เป็นขั้นปัญญานั้นถ้าเป็นปัญญาจริงตามชื่อของมันก็ดีไป แต่ถ้า เป็นปัญญาที่ไม่รู้จักตัวเอง ซึ่งมีมูลฐานตั้งอยู่บนความจริงของความเชื่อความคาดคะเน หรือการเดาไปตามเหตุผลแล้ว ก็ย่อมเกิดเป็นภูเขาขวางวิถีทางแห่งพุทธธรรมขึ้นเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า เมื่อปัญญาของตนไปสิ้นสุดหยุดลงเพียงไหน ก็บัญญัติเอาเพียงแค่ตรงนั้นว่าเป็นความจริงด้วยความบริสุทธิ์ใจของตน และยึดมั่น ดังจะเห็นได้จากการที่มีลัทธิศาสนาและปรัชญาต่าง ๆ เกิดขึ้น และมีอยู่อย่างคับคั่งในโลกนี้ บางลัทธิเป็นปัญญาที่คมเฉียบก็มี แต่ก็ไม่วายที่จะเป็นภูเขากั้นขวางทางอยู่ระหว่างตัวเขากับนิพพาน.
แม้ในวงของพุทธศาสนาเอง ก็มีปัญญาพวกที่เดินไปตามความตริตรึกตามอาการหรือเหตุแวดล้อม จนไปตีวงล้อมขังตัวเองอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง โดยไม่รู้สึกตัว ยืนหยัดเสียงแข็งอยู่ว่าเป็นทางที่ถูกต้อง แล้วก็ติดแจอยู่ในวงล้อมของภูเขาลูกนั้นออกมาไม่ได้.
ทั้งนี้ก็เพราะเหตุอย่างเดียวกับพวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ๆ คือกฏธรรมชาติที่ว่า "ความจริงของเขา คือเท่าที่เขารู้และพอใจ" ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะกล่าวย้ำให้ท่านผู้ฟังนึกทบทวนอยู่เสมอ ๆ ปัญญาก็คือแสงสว่าง แต่เหตุไฉนแสงสว่างจึงเป็นเครื่องบังเสียเอง ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันเสียให้แน่ชัด ก่อนที่จะผ่านไป.
ความรู้หรือปัญญาของเขาเป็นผู้บังความจริง
เมื่อปัญญาเดิม ๆ หรือความรู้ของเขา ซึ่งเปรียบได้กับแสงสว่างมีอยู่ก่อนอย่างไร แล้วส่องลงไปที่เหตุการณ์หรือเรื่องราวอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาย่อมได้รับความรู้หรือความเข้าใจในเหตุการณ์นั้น ๆ เพียงเท่าที่ปัญญาหรือแสงสว่างของเขาจะอำนวยให้ และเขาถือว่านั่นคือความจริง ครั้นถึงสมัยอื่นเมื่อปัญญาเดิม ๆ หรือความรู้ของเขาเปลี่ยนไปหรือก้าวหน้าไป เขามองเหตุการณ์อันเดียวกันนั่นเอง กลับไม่เห็นเหมือนกับที่เขาเห็นในครั้งก่อน แต่นั่นเขาก็ถือว่าเป็นความจริง สิ่งที่เรียกว่าความจริงของเขาเปลี่ยนไปตามอำนาจเวลา หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจน ก็คือเปลี่ยนไปตามแสงสว่างหรือปัญญาของเขานั่นเอง ความแตกต่างในเรื่องนี้ จึงขึ้นอยู่กับแสงสว่างหรือปัญญาที่ส่องไปยังวัตถุนั้น แต่ตัวความจริงแท้นั้น ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เพราะทุกขณะก็เป็นความจริง (ของบุคคลนั้น ในขณะนั้น) ไปหมด เราจึงเห็นได้ว่า แสงสว่างอันนั้นเอง เป็นผู้บังความจริง ทั้งในด้านจิตใจและด้านวัตถุ.
ในด้านวัตถุ เราอาจเห็นได้ง่าย ๆ โดยพิจารณาดูในเรื่องอันเกี่ยวกับแสงสว่างนั่นเอง วัตถุหรือสสารใด ๆ ก็ตาม ที่มีอยู่ในโลกนี้ที่เราอาศัยแสงสว่างแล้วเห็นว่ามีสีสันอย่างนั้นอย่างนี้และถือว่าเป็นความจริงนั้น ที่จริงมันอาจมีสีสันอย่างอื่นก็ได้แต่เราเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้เพราะมีแสงสว่างซึ่อำนวยการเห็นชนิดที่เรากำลังมีอยู่นี้.
เราไม่มีแสงสว่างอื่นนอกจากแสงอาทิตย์ ซึ่งมีสเป็คตรัมที่เราเห็นได้เพียง ๗ สี ถ้าเราเกิดมีแสงชนิดอื่น ซึ่งมีสเป็คตรัมที่เราเห็นได้ถึง ๑๐๐ สีเล่า เราจะมิพบความจริงของวัตถุที่เกียวกับสีกลายไปอย่างอื่นไปหรือ.
มนุษย์เราถูกจำกัดเขตให้อยู่ในวงจำกัด ได้รับแสงสว่างสำหรับจะเห็นอะไร ก็จากแสงอาทิตย์ หรือเนื่องด้วยดวงอาทิตย์อย่างเดียว แสงสว่างที่เรามีใช้จึงถูกจำกัดสมรรถภาพเพียงเท่านี้ และการเห็นสีต่าง ๆ เพียงเท่านี้ ถ้าเกิดได้ดวงอาทิตย์ดวงอื่นมา เราก็จะเห็นสีต่าง ๆ เป็นอย่างอื่น
นี่เราก็ต้องถือว่าสีอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ นอกไปจาก ๗ สีที่เราเห็นไม่ได้นั้น ก็เพราะแสงสว่างของดวงอาทิตย์ดวงนี้มันหลอกเรา ให้เราถือเอาเป็นความจริงว่าสีมีอยู่เพียงเท่านี้ เรียกว่าแสงสว่างของดวงอาทิตย์ดวงนี้ เป็นตัวที่บังความจริงอันเกี่ยวกับสีต่อเรา โดยทำให้เราเข้าใจกันอย่างนี้เสียแล้ว.
เมื่อใดเราได้แสงสว่าง ซึ่งทำให้เห็นสเป็คตรัมมากสีออกไป เราก็จะพบความจริงเรื่องเกี่ยวกับสีอย่างอื่นต่อไปอีก แต่มันต้องเป็นโลกอื่นหรือในที่อื่น ซึ่งไม่ต้องพึ่งอาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ซึ่งมีแสงสเป็คตรัมให้เราเห็นเพียง ๗ สี อย่างดวงนี้ สำหรับในบัดนี้นั้น ความจริงนั้นอยู่ที่ตรงไหนกัน มิใช่อยู่ที่ว่าสีมีเพียง ๗ สีดอกหรือ แต่ความจริงที่แท้จริงนั้นเล่ามีเท่าไร ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดในโลกนี้รู้ เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีดวงอาทิตย์แต่ดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้นเอง.
แต่ถึงแม้ในโลกแห่งดวงอาทิตย์ดวงนี้ดวงเดียวก็ตาม เราก็อาจจะพบว่าแสงสว่างเป็นเครื่องบังความจริงได้เหมือนกัน เช่นเรามีวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นของไม่รู้ว่าเป็นสีอะไรมาก่อน ในเวลากลางคืนเราเอามาดูด้วยแสงตะเกียง ซึ่งไม่มีสีของสเป็คตรัมมากเต็มที่เหมือนแสงดวงอาทิตย์ เราก็ไม่อาจแน่ใจในเวลากลางคืนนั้นว่ามันเป็นสีอะไรแน่ ต้องเก็บไว้ดูตอนกลางวันถึงจะแน่ นี่ก็เพราะแสงตะเกียงมันมีสมรรถภาพเพียงเท่านั้น และมันบังความจริง ให้เราเข้าใจเป็นอย่างไป หรือว่าความจริงส่วนที่เรายังไม่เห็นนั้น ก็เพราะขาดแสงสว่างสำหรับเป็นคู่ส่องให้เห็นสิ่งนั้น. ฉะนั้นแสงสว่างชนิดหนึ่ง ๆ ย่อมให้ความจริงแก่เราในการเห็นเป็นอย่างหนึ่ง ๆ นอกนั้นก็คือเป็นส่วนที่แสงสว่างอันนั้นบังเอาไว้ ด้วยการทำให้เราเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป. นี่คือแสงสว่างที่บังความจริง.
คอยติดตามตอน๔ ขอบคุณ.....
เหลือที่จะคาดหมาย จึงเกิดเป็นการ ยึดถือเอาตามความรู้ ตามการศึกษาและศรัทธาของตนเอง
เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นดวงลอยโชติช่วงก็มี เป็นสายก็มี เป็นสีอย่างนั้น เป็นสีอย่างนี้ สามารถจะอันเชิญให้ลอยมาที่นั่นที่นี่ได้ อ้อนวอนให้ทำกิจบางอย่าง หรือพาไปที่นั่นที่นี่ก็ได้ ถึงกับจัดตั้งอาหารคาวหวานไว้ส่วนหนึ่งสำหรับพระพุทธเจ้า ที่เขาเชิญมามีมากมายหลายแบบ จนเหลือที่จะกล่าวให้หมดสิ้นได้ รวมความว่าเขายึดเอาสิ่งนั้นเป็นพระพุทธเจ้าของเขา. ที่สูงไปกว่านั้นก็ยึดถือว่า พระพุทธเจ้าคือตัวอัตตาที่บริสุทธิ์ไม่เกิดไม่ตาย มีอยู่ในที่ทุกแห่ง พรัอมที่จะปรากฏทุกเมื่อ ซึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าวิถีแห่งพุทธธรรมของเขามาสิ้นสุดลงเพียงนี้
ความยึดถือเกี่ยวกับตัวตนนั่นแหละเป็นภูเขาขวางอยู่
ยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก เราจะสังเกตเห็นได้ว่า แม้ที่สุดแต่ความรักในองค์พระพุทธเจ้า ของบุคคลบางคนที่เป็นอริยบุคคลขั้นต่ำยังไม่ถึงพระอรหันต์ (เช่นพระอานนท์ ในสมัยที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่) ทั้ง ๆ ที่รู้จักลู่ทางแห่งพุทธธรรมอย่างถูกต้อง วิถีแห่งพุทธธรรมของท่านก็ยังไม่วายถูกสกัดไว้ด้วยภูเขา กล่าวคือองค์พระพุทธเจ้าที่ท่านยึดถือไว้ด้วยความรักของท่านเอง ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงพระพุทธเจ้า ชนิดที่เป็นดวงเป็นแสงอันเป็นที่ตั้งแห่งความรักจนหลงใหลเหล่านั้นเลย และในขั้นสุดท้ายอาจกล่าวได้ว่า ถ้ายังยึดถือว่ามีตัวตนที่เป็นนั่นเป็นนี่เช่นเป็นพระพุทธเจ้าเป็นต้นอยู่เพียงไร ก็ยังหมายความว่าวิถีแห่งพุทธธรรมของเขาไปได้เพียงแค่นั้นเท่านั้น โดยเผชิญกันอยู่กับภูเขาแห่งความยึดถือลูกนั้น. เมื่อใดพระพุทธเจ้าของเขามาเกิดเป็นของว่างจากความมีตัวตน เช่นเดียวกับสิ่งทั้งปวงแล้ว ภูเขามหึมานั้นก็พังทลายไปเองโดยรอบตัว.
โดยข้อความที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราพอจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ปุถุชนสามัญที่สุดขึ้นไปเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงพระอริยบุคคลชั้นที่รองลงมาจากพระอรหันต์นั้น วิถีแห่งพุทธธรรมของแต่ละคนยังมีภูเขาขวางอยู่ ไม่มีภูเขาอะไรอื่นนอกไปจากความยึดถือเกี่ยวกับตัวตนและไม่มีความยึดถือเกี่ยวกับตัวตนอะไรอื่น ยิ่งไปกว่าความยึดถือในสิ่งที่ตนถือเอาเป็นที่พึ่งของตน ซึ่งสำหรับพุทธบริษัทก็ไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า "พระพุทธเจ้าในทัศนะของเขา" เขายังมีพระพุทธเจ้าตามทัศนะของเขาอยู่เพียงใดก็แปลว่าเขายังมีความยึดถืออยู่เพียงนั้น.
พระธรรมที่เขารู้จักก็เป็นภูเขา
ทีนี้ถ้าเราจะมองดูกันอีกแนวหนึ่งหรืออีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกออกไปจากพระพุทธเจ้า เราก็อาจจะกล่าวได้อย่างไม่ผิดอีกเหมือนกันว่า แม้ "พระธรรม" ของเขานั่นเอง กลับเป็นภูเขาขวางวิถีแห่งพุทธธรรมของเขา เพราะอาศัยความยึดถือทำนองเดียวกัน
เราต้องไม่ลืมหลักอันเกี่ยวกับความจริง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สิ่งที่เรียกว่า ความจริงของเขา ก็คือสิ่งเท่าที่เขารู้ นั้นเสีย.
แล้วเราจะพบว่า สิ่งที่เราเรียกว่า ธรรมะ หรือพระธรรมนั้น ถูกคนเรารู้จักและยึดถือไว้ในลักษณะรูปร่างที่ผิดแปลกแตกต่างกันหลายประการด้วยความยึดมั่นที่เหนียวแน่นที่สุด เมื่อ ยึดถือต่างกันก็มีการโต้เถียงกัน ว่านั่นต่างหากเป็นพระธรรม นี่ต่างหากเป็นพระธรรม แล้วแต่ผู้ยึดถือจะมองเห็นของตัวอย่างไร
บางพวกได้ยึดถือเอาเครื่องมือ หรือหนทางที่จะปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงพุทธรรมมาเป็นตัวพุทธรรมเสียเองก็มี ให้พระธรรมเป็นดวง เป็นแสง เลื่อนลอยไปในอากาศ เชิญไปไหนมาไหนได้อย่างพวกที่เชิญพระพุทธเจ้าข้างต้นก็มี
ที่เป็นอย่างต่ำที่สุด ถือเอาเล่มหนังสือหรือมัดพระคัมภีร์ เป็นตัวพระธรรมเสียเลยก็มี เป็นการยึดฝ่ายวัตถุเกินไป ทำนองเดียวกับเด็ก ๆที่ยึดเอาพระพุทรูปเป็นพระพุทธเจ้า.
การที่ถือเอาพระคัมภีร์เป็นสิ่งศักสิทธิ์ ใช้เป็นประธานในพิธีสบถสาบาน หรืออ้อนวอนเสี่ยงทายต่าง ๆ ก็โดยประสงค์จะให้พระธรรมนั้นเป็นของมีจิตวิญญาณตัวตนขึ้นมาให้ได้ ดังนี้เป็นต้น นับว่าเป็นการตะครุบเอาผิด เหมือนกับพวกที่ตะครุบเอาพระพุทธเจ้าผิดมาแล้วเหมือนกัน
ต้องการให้พระนิพพาน หรือพุทธธรรมนั้น เป็นบ้านเมือง เป็นบ้านอันแสนสุข สำหรับตนจะจุติไปเกิดที่นั่น แล้วก็ตั้งการบำเพ็ญสมาธิเพื่อความเป็นอย่างนั้น ทั้งนี้ ก็ด้วยอำนาจความยึดถือในด้านวัตถุอันแรงกล้านั่นเอง.
ถ้าจะพิจารณาดูในส่วนธรรมะ ที่เป็นตัววิถีทางการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพุทธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะพบว่า กำลังถูกยึดถือขึ้นเป็นภูเขาขวางวิถีทางของตนเองอยู่อย่างเดียวกัน
บางพวกยึดถือศีลของตน จนดูหมิ่นผู้อื่น
คนบางเหล่ายึดถือในศีลของตน จนดูหมิ่นผู้อื่น ก่อการแตกร้าวทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องศีล เพราะความยึดมั่นถือมั่นในศีลด้วยความสำคัญผิด ถือเสียอย่างเครื่องจักร ยึดมั่นทุกตัวอักษรอย่างงมงาย รักษาศีลจนตาย ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีศีลบริสุทธิ์ แล้วตายไปด้วยความเศร้าใจอันนั้น ถ้ามีคนพวกหนึ่งมากล่าวขึ้นว่าผู้ที่มีใจตรงแน่วแล้ว การรักษาศีลหรือสมาทานศีล เป็นของไม่จำเป็นเลย เพราะมีศีลอยู่โดยปรกติเสียแล้วดังนี้ คนพวกที่ยึดมั่นในศีลก็จะค้านเสียงแข็งหาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิถึงกับทะเลาะกันก็ได้
ธรรมที่เป็นฝ่ายปฏิบัติในชั้นต้น กล่าวคือศีลนี้อาจเกิดเป็นภูเขาขึ้นขวางวิถีทางแห่งพุทธธรรมเมื่อใดก็ได้ ในเมื่อมีผู้ยึดถือว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ ซึ่งมันเป็นความจริงของบุคคลคนนั้น อย่างที่เขาจะเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย แล้วก็ทำศีลให้เป็นภูเขาขวางทางของเขาเอง มันยังผลให้เกิดขึ้น คือความเนิ่นช้า กว่าจะป่ายปีนภูเขาลูกนี้ข้ามพ้นไปก็นมนาน หรือถึงกับตายเสียก่อนก็มีอยู่เป็นอันมาก
สมาธิที่ยึดถือก็เป็นภูเขาได้
แม้ธรรมปฏิบัติซึ่งเป็น ขั้นสมาธิ นั้นเล่า ก็ถูกยกขึ้นถือไว้อย่างเป็นภูเขาสกัดทางตัวเอง ทำนอนเดียวกัน เนื่องจากการปฏิบัติขั้นนี้สูงถึงขั้นพ้นระดับของสามัญชน หรือที่เรียกว่าขั้นอุตริมนุษยธรรม จึงเป็นที่ตั้งของความยึดถือโอ้อวดของผู้ปฏิบัติยิ่งไปกว่าขั้นศีล ความพอใจหลงใหลในสมาธิของตน ตามที่ตนปฏิบัติได้เพียงใร ย่อมมีมากพอที่จะให้เผลอสติภูมิใจ หรือถึงกับหลงใหลยึดถือ ทั้งพวกที่ปฏิบัติผิดทางหรือปฏิบัติถูกทาง ก็มีโอกาสที่จะยึดถือเท่ากัน
บางคนเจริญสมาธิได้ถึงขนาดที่ได้รับรสอันเยือกเย็นของความสงบอันเกิดจากสมาธิ ก็เป็นเอามากถึงกับยึดถือเอาว่านั่นเป็นพุทธธรรมขั้นสุดที่ตนได้ลุถึงเอาเสียทีเดียว ทำนองเดียวกับที่ลัทธิบางลัทธิในสมัยพุทธกาลและก่อนพุทธกาล ได้บัญญัติสมาธิขั้นจตุตถฌานว่าเป็นนิพพานมาแล้วนั่นเอง แม้อันนี้ก็คือภูเขาซึ่งขวางชนิดหนึ่งเหมือนกัน อันเป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องพังทลายไปให้ได้.
บางพวกยึดสิ่งไม่ใช่สมาธิ มาเป็นสมาธิ เช่น
สภาพวิญญาณศักดิ์สิทธิ์, พิธี, เป็นต้น
แต่ว่าความที่เป็นอยู่จริง ๆในหมู่นักสมาธิบางหมู่นั้น ยังอยู่ในขั้นที่หลงยึดเอาสิ่งซึ่งมิใช่สมาธิ มาเป็นสมาธิ ตามกฏแห่งธรรมชาติที่ว่า "ความจริงของเขาคือเท่าที่เขารู้และพอใจยึดถือ" ดังนั้นจึงเกิดมีสมาธิอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งหนักไปในทางสี ทางดวง ทางภาพที่มาปรากฏอย่างแปลกประหลาด และมีการเชื้อเชิญอ้อนวอน ทำนองเชิญ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ และใช้เป็นเครื่องมือในทางดูเหตุการณ์ ทำนายโชคชตาต่าง ๆ ตามแต่ประสงค์จะใช้ ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางวัตถุ แทนที่จะเป็นวิธีฝึกจิตเพื่อเข้าถึงพุทธธรรมหรือนิพพาน ตามความประสงค์เดิมของธรรรมปฏิบัติระบอบนี้ของพุทธศาสนา.
ยิ่งกว่านั้นยังมีบางพวก ไพล่ไปยึดถือรูปของพิธีรีตองต่าง ๆ ที่เป็นบุพภาคของการทำสมาธิ ตามแบบของคณะนั้นคณะนี้ ว่าเป็นสมาธิเสียเองก็มี หรือยึดถือกิริยาอาการตามแบบแผนนั้น ๆ ว่าเป็นตัวสมาธิ อย่างงมงายทุกตัวอักษรไปเสียก็มี โดยไม่ยอมทำความเข้าใจว่าความหมายอันแท้จริงของสมาธินั้น คืออะไรดังนี้เป็นตัน
แม้มีใครมากล่าวว่า เมื่อตั้งจิตได้ตรงแน่วแล้ว สมาธิก็เป็นเองโดยไม่มีพิธี ดังนี้ก็ค้านเป็นเสียงเดียวกันทีเดียว เขาไม่ยอมเชื่อโดยเหตุที่มีความยึดมั่นถือรั้นในสมาธิของตัว ว่าเป็นความจริงอันเด็ดขาด
ความยึดถือทั้งหมดนี้ เนื่องมาจากกฏธรรมชาติข้างต้นที่กล่าวแล้วว่า ความจริงของใครก็เป็นความจริงของคนนั้น ยากที่จะยอมเชื่อกันด้วยใจจริง เมื่อยังหลงผิดอยู่ด้วยความยึดถือภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมก็ยังตั้งสูงตระหง่านขวางหน้าอยู่เพียงนั้น.
ธรรมปฏิบัติขั้นปัญญาก็ยังเป็นภูเขากั้นอยู่
สำหรับธรรมปฏิบัติ ที่เป็นขั้นปัญญานั้นถ้าเป็นปัญญาจริงตามชื่อของมันก็ดีไป แต่ถ้า เป็นปัญญาที่ไม่รู้จักตัวเอง ซึ่งมีมูลฐานตั้งอยู่บนความจริงของความเชื่อความคาดคะเน หรือการเดาไปตามเหตุผลแล้ว ก็ย่อมเกิดเป็นภูเขาขวางวิถีทางแห่งพุทธธรรมขึ้นเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า เมื่อปัญญาของตนไปสิ้นสุดหยุดลงเพียงไหน ก็บัญญัติเอาเพียงแค่ตรงนั้นว่าเป็นความจริงด้วยความบริสุทธิ์ใจของตน และยึดมั่น ดังจะเห็นได้จากการที่มีลัทธิศาสนาและปรัชญาต่าง ๆ เกิดขึ้น และมีอยู่อย่างคับคั่งในโลกนี้ บางลัทธิเป็นปัญญาที่คมเฉียบก็มี แต่ก็ไม่วายที่จะเป็นภูเขากั้นขวางทางอยู่ระหว่างตัวเขากับนิพพาน.
แม้ในวงของพุทธศาสนาเอง ก็มีปัญญาพวกที่เดินไปตามความตริตรึกตามอาการหรือเหตุแวดล้อม จนไปตีวงล้อมขังตัวเองอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง โดยไม่รู้สึกตัว ยืนหยัดเสียงแข็งอยู่ว่าเป็นทางที่ถูกต้อง แล้วก็ติดแจอยู่ในวงล้อมของภูเขาลูกนั้นออกมาไม่ได้.
ทั้งนี้ก็เพราะเหตุอย่างเดียวกับพวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ๆ คือกฏธรรมชาติที่ว่า "ความจริงของเขา คือเท่าที่เขารู้และพอใจ" ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะกล่าวย้ำให้ท่านผู้ฟังนึกทบทวนอยู่เสมอ ๆ ปัญญาก็คือแสงสว่าง แต่เหตุไฉนแสงสว่างจึงเป็นเครื่องบังเสียเอง ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันเสียให้แน่ชัด ก่อนที่จะผ่านไป.
ความรู้หรือปัญญาของเขาเป็นผู้บังความจริง
เมื่อปัญญาเดิม ๆ หรือความรู้ของเขา ซึ่งเปรียบได้กับแสงสว่างมีอยู่ก่อนอย่างไร แล้วส่องลงไปที่เหตุการณ์หรือเรื่องราวอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาย่อมได้รับความรู้หรือความเข้าใจในเหตุการณ์นั้น ๆ เพียงเท่าที่ปัญญาหรือแสงสว่างของเขาจะอำนวยให้ และเขาถือว่านั่นคือความจริง ครั้นถึงสมัยอื่นเมื่อปัญญาเดิม ๆ หรือความรู้ของเขาเปลี่ยนไปหรือก้าวหน้าไป เขามองเหตุการณ์อันเดียวกันนั่นเอง กลับไม่เห็นเหมือนกับที่เขาเห็นในครั้งก่อน แต่นั่นเขาก็ถือว่าเป็นความจริง สิ่งที่เรียกว่าความจริงของเขาเปลี่ยนไปตามอำนาจเวลา หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจน ก็คือเปลี่ยนไปตามแสงสว่างหรือปัญญาของเขานั่นเอง ความแตกต่างในเรื่องนี้ จึงขึ้นอยู่กับแสงสว่างหรือปัญญาที่ส่องไปยังวัตถุนั้น แต่ตัวความจริงแท้นั้น ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เพราะทุกขณะก็เป็นความจริง (ของบุคคลนั้น ในขณะนั้น) ไปหมด เราจึงเห็นได้ว่า แสงสว่างอันนั้นเอง เป็นผู้บังความจริง ทั้งในด้านจิตใจและด้านวัตถุ.
ในด้านวัตถุ เราอาจเห็นได้ง่าย ๆ โดยพิจารณาดูในเรื่องอันเกี่ยวกับแสงสว่างนั่นเอง วัตถุหรือสสารใด ๆ ก็ตาม ที่มีอยู่ในโลกนี้ที่เราอาศัยแสงสว่างแล้วเห็นว่ามีสีสันอย่างนั้นอย่างนี้และถือว่าเป็นความจริงนั้น ที่จริงมันอาจมีสีสันอย่างอื่นก็ได้แต่เราเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้เพราะมีแสงสว่างซึ่อำนวยการเห็นชนิดที่เรากำลังมีอยู่นี้.
เราไม่มีแสงสว่างอื่นนอกจากแสงอาทิตย์ ซึ่งมีสเป็คตรัมที่เราเห็นได้เพียง ๗ สี ถ้าเราเกิดมีแสงชนิดอื่น ซึ่งมีสเป็คตรัมที่เราเห็นได้ถึง ๑๐๐ สีเล่า เราจะมิพบความจริงของวัตถุที่เกียวกับสีกลายไปอย่างอื่นไปหรือ.
มนุษย์เราถูกจำกัดเขตให้อยู่ในวงจำกัด ได้รับแสงสว่างสำหรับจะเห็นอะไร ก็จากแสงอาทิตย์ หรือเนื่องด้วยดวงอาทิตย์อย่างเดียว แสงสว่างที่เรามีใช้จึงถูกจำกัดสมรรถภาพเพียงเท่านี้ และการเห็นสีต่าง ๆ เพียงเท่านี้ ถ้าเกิดได้ดวงอาทิตย์ดวงอื่นมา เราก็จะเห็นสีต่าง ๆ เป็นอย่างอื่น
นี่เราก็ต้องถือว่าสีอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ นอกไปจาก ๗ สีที่เราเห็นไม่ได้นั้น ก็เพราะแสงสว่างของดวงอาทิตย์ดวงนี้มันหลอกเรา ให้เราถือเอาเป็นความจริงว่าสีมีอยู่เพียงเท่านี้ เรียกว่าแสงสว่างของดวงอาทิตย์ดวงนี้ เป็นตัวที่บังความจริงอันเกี่ยวกับสีต่อเรา โดยทำให้เราเข้าใจกันอย่างนี้เสียแล้ว.
เมื่อใดเราได้แสงสว่าง ซึ่งทำให้เห็นสเป็คตรัมมากสีออกไป เราก็จะพบความจริงเรื่องเกี่ยวกับสีอย่างอื่นต่อไปอีก แต่มันต้องเป็นโลกอื่นหรือในที่อื่น ซึ่งไม่ต้องพึ่งอาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ซึ่งมีแสงสเป็คตรัมให้เราเห็นเพียง ๗ สี อย่างดวงนี้ สำหรับในบัดนี้นั้น ความจริงนั้นอยู่ที่ตรงไหนกัน มิใช่อยู่ที่ว่าสีมีเพียง ๗ สีดอกหรือ แต่ความจริงที่แท้จริงนั้นเล่ามีเท่าไร ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดในโลกนี้รู้ เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีดวงอาทิตย์แต่ดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้นเอง.
แต่ถึงแม้ในโลกแห่งดวงอาทิตย์ดวงนี้ดวงเดียวก็ตาม เราก็อาจจะพบว่าแสงสว่างเป็นเครื่องบังความจริงได้เหมือนกัน เช่นเรามีวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นของไม่รู้ว่าเป็นสีอะไรมาก่อน ในเวลากลางคืนเราเอามาดูด้วยแสงตะเกียง ซึ่งไม่มีสีของสเป็คตรัมมากเต็มที่เหมือนแสงดวงอาทิตย์ เราก็ไม่อาจแน่ใจในเวลากลางคืนนั้นว่ามันเป็นสีอะไรแน่ ต้องเก็บไว้ดูตอนกลางวันถึงจะแน่ นี่ก็เพราะแสงตะเกียงมันมีสมรรถภาพเพียงเท่านั้น และมันบังความจริง ให้เราเข้าใจเป็นอย่างไป หรือว่าความจริงส่วนที่เรายังไม่เห็นนั้น ก็เพราะขาดแสงสว่างสำหรับเป็นคู่ส่องให้เห็นสิ่งนั้น. ฉะนั้นแสงสว่างชนิดหนึ่ง ๆ ย่อมให้ความจริงแก่เราในการเห็นเป็นอย่างหนึ่ง ๆ นอกนั้นก็คือเป็นส่วนที่แสงสว่างอันนั้นบังเอาไว้ ด้วยการทำให้เราเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป. นี่คือแสงสว่างที่บังความจริง.
คอยติดตามตอน๔ ขอบคุณ.....

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น